วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ความสุขของกะทิ "บ้านชายทะเล3"

ที่มา https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgsfpOaFmjcnV9F5HM2R9EXEewvcgNWa2PFFKcS98gsElhgQDXOUB575RUH2KVBfFhIHf3ZowyDFgsE1m5fNCZpFGqCFObSCnDdfGW2b05lwbzeQFOovpZ8XkZEFcUEYKGbeoTyI4tXOLc/s320/003.jpg


"หนทางในวันข้างหน้าดูเหมือนไม่มีจริง"
            สรุปว่าพระเอกที่ขี่ม้าขาวมาช่วยกะทิกับแม่ไม่ใช่ใครที่ไหน พี่ทองยิ้มสยามนั้นเอง แม่บอกว่าพี่ทองตื่นเต้นกับ "สาวชาวกรุง" วัยสี่ขวบมาก ชอบพายเรือมาชมโฉมสาวบ่อยๆ วันนั้นพี่ทองคงมาอย่างเคย แล้วเลยพายเรือตามมา ตั้งใจจะมาเล่นด้วย เรือของพี่ทองปรากฏให้เห็นแทยในทันทีที่สิ้นเสียงฟ้าผ่า พี่ทองว่ายน้ำแข็งแบบเด็กริมคลองของแท้จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะประคองเรือที่กะทินั่งอยู่ให้เข้ามาเทียบท่าอย่างปลอดภัย อีกทั้งอุ้มกะทิมาส่งให้ถึงมือแม่ "เหมือนแมวคาบหนู" แม่เล่าทั้งน้ำตา พี่ทองตัวเล็กกว่าอายุุ แถมกะทิก็อ้วนกลมแบบเด็กอยู่ดีกินดี แม่กะกอดกะทิกอดพี่ทองไว้ด้วยกัน ร้องไห้ปนหัวเราะอยู่กลางสายฝน ก่อนจะขึ้นไปหาที่หลบฝนในศาลา
            แม่เล่าต่อว่า ไม่นานตากับลุงๆหลายคนในละแวกกฝ่าฝนพายเรือมากู่ร้องตามหาแม่กับกะทิ เอาผ้าห่มเอาร่มมาด้วย แต่ทั้งแม่ ทั้งพี่ทอง ทั้งกะทิ ก็เปียกปอนไม่เหลือคืนนั้นกะทิจับไข้ ต้องนั่งเฝ้าเช็ดตัวกันทั้งคืนกว่าจะสร่างไข้ตอนใกล้รุ่ง พอฟ้าสางแม่ก็เก็บกระเป๋าและออกจากบ้านริมคลองไปอย่างไม่ล่ำลาและไม่หวนกลับมาอีก
            กะทินึกอออกว่ายายโวยวายแค่ไหน แต่ก็นึกออกไปพร้อมๆกันถึงสีหน้าเคร่งๆของตาที่คงจะพูดสั้นๆว่า "ภัทร ต้องมีเหตุผลที่ทำแบบนี้ สักวันคงบอกให้เรารู้" แล้วตาก็คงเลี้ยงดูกะทิเรื่อยมา
            กะทิรู้สึกคันๆในหัวใจ สุดท้ายกวางมือจากบ่อทรายและหันไปหาน้ากันต์
            "ขอทิยืมโทรศัพท์มือถือหน่อยได้ไหมคะ"
            เช้าวันที่จาบ้านริมคลอง พี่ทองส่งกระดาษชิ้นน้อยให้กะทิ พร้อมกับบอกยิ้มๆว่า เบอร์มือถือของหลวงลุงน่ะเผื่อกะทิอยากคุย โทร.มาตอนไหนก็ได้ พี่ทองเป็นคนรับเองแล้วยังต่อท้ายว่า หรือจะ "เมล" มาก็ได้ ทีที่อยู่อีเมลเขียนมาให้เสร็จ
             กะทิเห็นน้ากันต์กลั้นยิ้มเมื่อกะทิส่งเสียงพูดกับคนปลายทาง เสียงคุ้นหูที่มีกระแสความดีใจอย่างปิดไม่มิดทำให้รอยคันๆในอกเหมือนจะจางลงในพริบตา
             "พี่ทอง ทิพูดนะ พี่ทองอยากฟังเสียงทะเลไหม"
           
"ไม่น่าเชื่อว่าพรุ่งนี้ดวงอาทิตย์จะยังขึ้นให้เห็นบนฟ้าเหมือนเดิม"
           แม่เป็นไข้สูงมาหลายวันแล้ว คุณบุงหมอประดิษฐ์มีสีหน้าไม่ดีทุกครั้งที่กกลับออกไปจากบ้านชนคลื่น น้าดาบอกว่าคุณลุงหมออยากให้แม่เข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล จะเป็นหัวหินนี้หรือที่กรุงเทพฯก็ได้
           "เอาช้างจากเขาตะเกียบมาฉุดก็ไม่สำเร็จหรอก" ลุงตองทำเสียงสูง
            ที่แม่พยายามหลีกเลี่ยงที่สุดคือการใช้เครื่องช่วยหายใจนัยน์ตาของแม่เด็ดเดี่ยว และทุกคนที่รักแม่ก็ต้องยอมทำตามแม่บอกว่าแม่โชคดีแล้วที่เลือกทางตายได้ คนเราเลือกเกิดไม่ได้ เลือกตายก็ไม่ได้แต่กรณีของแม่ แม่ถือว่าขอใช้สิทธิเท่าที่ชะตาชีวิตเปิดช่องว่างให้ ขออย่าให้ใครขัดขวางเลย


          "น้ำตาไม่อาจแทนความโศกเศร้าได้"

แม่โคมม่าอยู่สามวันก่อนจะจากไปอย่างสงบ
           น้าฎาเดดินออกจากห้องเป็นคนแรกและกอดกะทิไว้ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรก็ดูจะสื่อความหมายได้ดี ไม่มีน้ำตาให้เห็น ดวงตาของน้าฎาแห้งผาก และน้าฎาเหมือนจะเปลี่ยนไปจาเดิมในชั่วข้ามคืน
           แม่บริจาคร่างกายให้โรงพยาบาล พิธีสวดจึงมีเพียงสามวัน ตาเลือกวัดบนเขาที่มีศาลาห้องโถงกว้างขวาง ลุงตองเป็นเจ้าพิธีและฝ่ายสถานที่ มีแขกทยอยมาทุกคืน ทั้งเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมรุ่น รวมไปถึงลูกค้า ตาเกรงใจแขกที่มามากเพราะต้องเดินทางไกล แต่ทุกคนก็ยินดีมาล่ำลาแม่เป็นครั้งสุดท้าย
             

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น